Get Adobe Flash player

อุบาสก อุบาสิกา

บุคคลผู้มีคุณสมบัติเช่นไร จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุน แลส่งเสริมพระพุทธศาสนา แลบุคคลเช่นไร ถึงจักมีคุณสมบัติ เป็นอุบาสก อุบาสิกา แล้วตำแหน่งนี้ใครเป็นผู้แต่งตั้ง ร่วมค้นหาคำตอบใน "คุณสมบัติอุบาสก"

คุณสมบัติอุบาสก  อุบาสิกา

********

               วันนี้จะขอเขียนถึงคุณสมบัติของอุบาสก  อุบาสิกา  ของผู้นับถือพระพุทธศาสนา  เพื่อจะได้ตระหนักถึงข้อควรปฏิบัติต่อพระพุทธ  ต่อพระธรรม  ต่อพระสงฆ์  แลข้อควรปฏิบัติตนในฐานะที่เราเป็นอุบาสก  อุบาสิกา  ผู้สนับสนุนค้ำชูพระพุทธศาสนา

               การเขียนนี้มิใช่ว่าจะเอานรกมาข่มขู่  เอาสวรรค์มาหลอกล่อ  เพราะพุทธบริษัทผู้นับถือพระพุทธศาสนนาทั้งหลาย  ย่อมมีความเชื่อ  ความศรัทธา  ความเคารพนับถือ  เคารพในคุณพระพุทธเจ้า  เคารพในพระธรรม  เคารพในพระสงฆ์  ไม่ก้าวล่วง  ไม่จาบจ้วงรัตนะทั้งสามประการ

               ส่วนความเชื่อ  พระพุทธองค์ทรงสอนให้เชื่อเรื่องบุญปาบ  ทำดี  ได้ดี  ทำชั่ว  ได้ชั่ว  ที่พระองค์ทรงสอน  มิใช่สอนเอาเสือมาหลอกให้วัวกลัว  แต่พระพุทธองค์ทรงสอนด้วยความมีเหตุ  มีผล  สอนในหลักของสัจธรรมความเป็นจริง  ความเป็นจริงที่มีอยู่ในโลก  คนเราเกิดมาแล้วต้องแก่  ต้องเจ็บ  ต้องตาย  มีใครบ้างในโลกนี้เป็นอมตะ  ไม่แก่  ไม่เจ็บ  ไม่ตาย  จะเห็นได้ว่าไม่มีเลย  นี่จึงเป็นสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอน

               แล้วการเชื่อพระพุทธองค์ก็มิได้ทรงบังคับ  ใครมีความเชื่อมั่น  มีความศัทธา  ก็เป็นบุญเป็นกุศลกับบุคคลนั้น  เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “เป็นการยากที่คนจะนับถือพระพุทธศาสนา  ถ้าไม่มีบุญจริงๆ”

               พระพุทธองค์ทรงสอนให้ละความชั่ว  สอนให้ทำความดี  สอนให้ทำสมาธิภาวนาชำระจิตใจให้ผ่องใส

               พระพุทธองค์ทรงสอนให้เชื่อเรื่องบุญ  คือ  ทำดีได้ดี

               พระพุทธองค์ทรงสอนให้เชื่อเรื่องบาป  คือ  ทำชั่วได้ชั่ว  สอนให้กลัวบาป  กลัวกรรม 

               ใครทำดี  ทำบุญทาน  รักษาศีล  นั่งสมาธิภาวนา  ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์  หากเกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะมีรูปสวย รูปหล่อ  มีทรัพย์สินเงินทอง  มีสติปัญญาดี 

               ใครทำความชั่ว  ไม่ทำบุญให้ทาน  ไม่รักษาศีล  ไม่ทำสมาธิภาวนา  ชอบเบียดเบียนคนอื่น  สัตว์อื่น  ด้วยกาย  วาจา  ใจ  ตายแล้วก็ตกนรก  เกิดเป็นสัตว์  เป็นเปรตอสุรกาย  หากเกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะไม่สมประกอบ  เป็นใบ้บ้า  เสียจริตผิดวิสัยมนุษย์  พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเช่นนี้

               แต่ถ้าใครไม่เชื่อในบุญ  ไม่เชื่อในบาปแล้ว  ไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  จาบจ้วงพระพุทธเจ้า  จาบจ้วงพระธรรม  จาบจ้วงพระสงฆ์  พึงทราบไว้แน่ชัดเลยว่า  คนผู้นั้นไม่ใช่ชาวพุทธ   ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนอย่างแน่นอน

               สืบเนื่องจากมีคนมาคุยกับข้าพเจ้าว่า  “ปัจจุบันนี้ผมไม่นับถือพระสงฆ์เลย  กราบไหว้แต่พระพุทธเจ้า  และพระธรรม  ขอนับถือสองรัตนะนี้ล่ะ”

               เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็พูดให้ข้อคิดอย่างตรงไปตรงมาเหมือนกันว่า  “ผมว่าเป็นความคิดมิจฉาทิฏฐิอย่างมาก  ขัดหลักคำสอน  ขัดหลักธรรมหลักวินัยของพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้  แต่ไปคิดไปปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง  พระดีดีก็มีมากมาย  ท่านไม่สังเกตุดูบ้าง” 

                แล้วพูดเสริมต่อไปว่า  “ชนทั่วไปบางทีเป็นชาวพุทธแต่ในสำเนาทะเบียนบ้าน   เป็นชาวพุทธ  แต่ไม่รู้จักหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  นี้ก็มีมาก  เพราะอะไร เพราะไม่ได้ศึกษา  ไม่ได้ไตร่ถาม  ถ้าเชื่อก็เชื่อแบบงมงาย  แบบไร้สติปัญญาพินิจพิจารณา  เห็นแล้วไม่ศึกษา  มองด้านเดียวไม่มองสองด้าน  คงจะเป็นเพราะอาภัพวาสนา  เจอแต่พระไม่ดีเข้าตลอด”

               เขาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังต่อไปว่า  “ปัจจุบันนี้มีพระสอนผิดกันมาก  ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น  พระบางสำนักสอนให้นับถือชูชก  พระบางสำนักสอนให้นับถือนางกวัก  สอนให้ไหว้สัตว์  ทรงเจ้าเข้าผี  เป็นครูบูชายัญเสียเองพระบางสำนักสอนให้ไหว้พ่อแก่แม่แก่  ไหว้งู   บูชาตุ๊กแก  บางสำนักทำแปลก   สารพัดวิธีเกาะพระศาสนาหากิน  เอาผ้าเหลืองมาบังหน้าหากิน”

               ข้าพเจ้าพูดให้ข้อคิดแลคติเตือนใจ  กับพุทธศาสนิกชนท่านนั้นว่า  “พระที่ท่านพูดมานั้นสอนผิดจริงๆ  พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเช่นนั้น  ท่านไม่ไหว้น่ะถูกต้องแล้ว  และก่อนอื่นเราต้องหันมาสนใจในหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาก่อนว่ามีอะไรบ้าง  หันมาศึกษาข้อวัตรปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาให้ดีดี  อย่าเป็นชาวพุทธแบบไร้มารยาท  ขาดการพินิจพิจารณา  พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ  สอนถูกต้องตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นก็มีมาก  ดังนั้นควรจะศึกษาเอาไว้บ้าง  จะได้มีความเห็นที่ถูกต้อง  เป็นสัมมาทิฏฐิ”

               พร้อมกับอ้างเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก  มาชี้แจงอธิบายว่า  ก่อนที่เราจะไปดูพระ  ไปตำหนิพระ  เราต้องตำหนิเราก่อน  รู้หน้าที่  รู้ข้อปฏิบัติของตัวเราก่อน  ในฐานะที่เราเป็นอุบาสก  อุบาสิกา  ในทางพระพุทธศาสนา

               พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงความหมาย  แลหน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกา  ดังนี้

               อุบาสก  แปลว่า  ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย  ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย  (อุบาสก  คือ  ผู้ชาย  อุบาสิกา  คือ  ผู้หญิง  มีความหมายอันเดียวกัน  )

               รัตนตรัย  แปลว่า  แก้วสามประการ    คือ  แก้วคือพระพุทธ  แก้วคือพระธรรม  แก้วคือพระสงฆ์

               ชายใด  มีจิตในเคารพและกล่าวคำถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ว่าเป็นที่พึ่ง  ที่เคารพสักการะ  ชายนั้นชื่อว่าอุบาสก  หรือแม้จะกล่าวถึงเพียงพระพุทธเจ้าและพระธรรม  อย่างท่านตปุสสะ  กับท่านภัลลิกะ   ก็เรียกว่าอุบาสก  (ขณะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ  ยังไม่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา)

               อุบาสก  เป็นบริษัทหนึ่งในพุทธบริษัท  (ชุมนุมผู้นับถือพระพุทธศาสนา)  ๔  เป็นบริษัทที่รวมเพศชายจากทุกชั้นวรรณะ  ทั้งกษัตริย์  พราหมณ์  แพศย์  ศูทร  (อ่านว่า  สูด)  จัณฑาล  หรือแม้แต่เทวดา  เข้ามาในความเป็นอุบาสก  เสมอกันด้วยความเคารพเดียวกัน  แต่ท่านจัดเฉพาะมนุษย์

               ครั้งพุทธกาล  การเปล่งวาจาประกาศตนเป็นอุบาสก  จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จริงใจจริงจังมาก  คือ  เมื่อประกาศตนไปแล้วเท่ากับประกาศว่า  ตนจะไม่นับถือที่พึ่งอื่นใดอีก  นอกจากพระรัตนตรัย  ดังนั้น  เราจะพบได้ว่าผู้ที่ประกาศตนเป็นอุบาสกนั้น  จะมีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่บ้าง  ก็กรณีพวกสหายของท่านอนนาถบิณฑิกเศรษฐี

               เพราะฉะนั้น  การประกาศตนถึงพระรัตนตรัย  ว่าเป็นที่พึ่งเพื่อเป็นอุบาสกนั้นควรทำทีเดียว  เพื่อตอกย้ำว่าตนเป็นอุบาสกผู้นับถือพระรัตนตรัย  นับถือพระพุทธศาสนา

               สำหรับผู้ที่นับถืออยู่ด้วยใจ  แต่ไม่ได้เปล่งวาจาถึงพระรัตนตรัย  เพราะมีกิเลสตัณหารบกวน  เช่น  กูฏทันตพราหมณ์  ไม่ประกาศตนเพราะกลัวสูญเสียชื่อเสียง  และลาภสักการะ  หรือสกุลุทายีปริพาชก  มีมานะถือตัวคิดว่าตนเป็นอาจารย์  ไม่ควรลดตนไปนับถือพระพุทธเจ้า

               หรือบางท่านแม่มีจิตใจเลื่อมใส  มีความนับถือในพระพุทธเจ้า  แต่ก็ไม่ยอมประกาศตนเป็นอุบาสก  เช่น  สัจจกนิครนถ์  และวัสสการพราหมณ์  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามคนเหล่านั้นก็ย่อมได้อุปนิสัยปัจจัยที่จะเป็นสัมมาทิฏฐิในอนาคตกาล

               บัดนี้จักกล่าถึงคุณสมบัติของอุบาก  ว่ามีอะไรบ้าง 

               ๑.เมื่อใดที่บุคคลถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ว่าเป็นที่พึ่ง  เมื่อนั้นก็เป็นอุบาสก

๒.เมื่ออุบาสกงดเว้นจากการฆ่าสัตว์  งดเว้นจากการลักขโมย  งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม  งดเว้นจากการพูดเท็จ  งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย  เมื่อนั้นจึงชื่อว่าผู้มีศีล

อุบาสกปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน  ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น

 

               ๑.ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความศรัทธา  แต่ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยศรัทธา

               ๒.เมื่ออุบาสกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล  แต่ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยศีล

               ๓.ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการบริจาค  แต่ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นบริจาค

               ๔.ตนเองเป็นผู้ใคร่ฟังพระสัทธรรม  แต่ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นฟังพระสัทธรรม
               ๕.ตนเองเป็นผู้ทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว  แต่ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นทรงจำธรรม 

               ๖.ตนเองเป็นผู้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ตนได้ฟัง  แต่ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ได้ฟัง 

               ๗.ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถ  รู้ทั่วถึงธรรม  และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  แต่ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรม

 

อุบาสกเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน  และประโยชน์ผู้อื่น

 

               ๑.เมื่ออุบาสกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาด้วยตนเอง  และชักชวนให้ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยศรัทธา 

               ๒.ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล  และชักชวนให้ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศีล 

               ๓.ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการบริจาค  และชักชวนให้ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยการบริจาค 

               ๔.ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อการเห็นภิกษุ  และชักชวนให้ผู้อื่นเพื่อการเห็นภิกษุ 
               ๕.ตนเองเป็นผู้ใครเพื่อฟังพระสัทธรรม  และชักชวนให้ผู้อื่นฟังพระสัทธรรม 

               ๖.ตนเองเป็นผู้พิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ได้ฟัง  และชักชวนให้ผู้อื่นพิจารณาอรรถแห่งธรรม 

               ๗.ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถ  รู้ทั่วถึงธรรม  แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  และชักชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติสมควรแก่ธรรม

               อีกประการหนึ่ง

               ๑.อุบาสกถึงพร้อมด้วยปัญญา  คือ  เป็นผู้มีความศรัทธาในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

               ๒.อุบาสกถึงพร้อมด้วยการบริจาค  คือ  อุบาสกมีใจปราศจากความตระหนี่  บริจาคได้ไม่ติดขัด  ไม่หวงแหน  ยินดีในการสละ  ยินดีในการแจกจ่าย

               ๓.อุบาสกถึงพร้อมด้วยปัญญา  คือ  เป็นผู้มีปัญญา  เห็นความเกิด  ความดับ  เป็นอริยะ  เป็นไปเพื่อออกจากกิเลส  ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

 

การเข้าถึงที่พึ่ง  (สรณะ)

               ที่พึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้น  คือ  พระรัตนตรัย 

               พระรัตนตรัย  ชื่อว่า  ที่พึ่ง  (สรณะ)  เพราะว่า  บั่นทอน  ทำลาย  นำออกจากภัย  คือ  ความกลัว  ความหวาดสะดุ้ง  ทุกข์  ทุกคติ  ความเศร้าหมอง

               พระพุทธเจ้า  ชื่อว่า  ที่พึ่ง (สรณะ)  เพราะกำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลาย  ด้วยการให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์  และนำออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

               พระธรรม ชื่อว่า  ที่พึ่ง  (สรณะ)  เพราะให้สัตว์ข้ามพ้นความกันดาร  คือ  ภพ  และความโปร่งใจ

               พระสงฆ์   ชื่อว่า  ที่พึ่ง  (สรณะ)  เพราะกระทำสักการะแม้เล็กน้อยให้มีผลมหาศาล

 

วิธีเข้าถึงพระรัตนตรัย

               มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย  และความเคารพในพระรัตนตรัย  เพื่อการทำลายกิเลสอันเป็นไป  โดยมีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า  อย่างไม่มีใครมาชักจูง  ชื่อว่าสรณคมน์  โดยเข้าถืออย่างนี้ว่า  นี้เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า  นี้เป็นเครื่องนำหน้าของข้าพเจ้า

 

การเข้าถึงพระรัตนตรัย  ๔  แบบ

               ๑.วิธีสมาทาน  เหมือนอย่างพ่อค้าสองคน  คือ  ตปุสสะและภัลลิกะกล่าว  เป็นต้นว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ทั้งสองขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า  และพระธรรมเป็นสรณะ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระองค์ทั้งสองว่าเป็นอุบาสก”  ดังนี้  (ขณะนั้นยังไม่มีพระสงฆ์  เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ใหม่)

               ๒.วิธียอมเป็นศิษย์  เหมือนอย่างท่านพระมหากัสสปเถระ  เปล่งว่าจาว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดาของข้าพระองค์  ข้าพระองค์เป็นสาวก”

               ๓.วิธีเข้าถึงพระรัตนตรัยไว้เป็นเบื้องหน้า  เหมือนอย่างท่านพรหมายุพราหมณ์ฟังธรรมจบแล้ว  ก็กระทำผ้าห่มเฉวียงบ่า  ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  แล้วเปล่งอุทาน  ๓  ครั้งว่า  “นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ”

               หรือ  “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า  ข้าพเจ้าขอมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำทาง  ขอมีพระธรรมเป็นผู้นำทาง  ขอมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทาง”

               หรือคำของอาฬวกยักษ์ที่ว่า  “ข้าพเจ้านี้จักเที่ยวไปจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน  จากเมืองสู่เมือง  เพื่อนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ความเป็นธรรมที่ดีแห่งพระธรรม  และความเป็นสงฆ์ที่ดีแห่งพระสงฆ์”

               ๔.วิธีมอบตน  เหมือนอย่างเช่นผู้ปฏิบัติกรรมฐานทั้งหลายที่มอบตัวถวายแก่พระพุทธเจ้า  เพื่อนับถือเป็นอาจารย์ในการปฏิบัติ  และเพื่อเป็นกำลังใจยามที่ต้องอยู่กลางป่า  เป็นต้น  ด้วยการกล่าวว่า  “นับแต่นี้เป็นต้นไป  ข้าพเจ้าขอมอบตนถวายแด่พระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์”  หรือ  “ข้าพเจ้าขอสละตนแด่พระพุทธเจ้า  แด่พระธรรม  แด่พระสงฆ์” 

               “ข้าพเจ้าขอสละชีวิตแด่พระพุทธเจ้า  แด่พระธรรม  แด่พระสงฆ์”

               ๕.วิธีถึงโดยกิจ  เหมือนอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย  ผู้กำจัดกิเลสแล้ว  ก็ชื่อว่าถึงสรณะแล้ว  เพราะได้ทำกิจตามที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนแล้ว  เรียกอีกอย่างว่าถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระ  (ความหลุดพ้น)

               ๖.วิธีกราบไหว้  (ถวายมือ)  ได้แก่  การทำความนอบน้อมอย่างสูงสุด  ในพระรัตนตรัย  ด้วยการกล่าวอย่างนี้ว่า  “นับแต่นี้เป็นต้นไป  ขอท่านทั้งหลายตงจำข้าพเจ้าไว้ว่า  ข้าพเจ้าขอทำการกราบไหว้  การลุกรับ  การประนมมือ  การทำความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยแล”

 

การขาดจากสรณะ

               ท่านกล่าวว่าการขาดจากสรณะ  หรือพระรัตนตรัยนั้น  มีการขาดได้  ๒  อย่าง  ซึ่งเกิดแก่ปุถุชน  (คนธรรมดา)  เท่านั้น  คือ

               ๑.เพราะความตาย  ย่อมขาดจากความนับถือพระรัตนตรัย  ซึ่งไม่มีโทษ

               ๒.เพราะหันไปนับถือศาสดาอื่น  (ศาสนาอื่น)  ลัทธิอื่น  ซึ่งไม่ใช่พระรัตนตรัย  มีโทษเพราะเท่ากับประพฤติผิดต่อพระศาสดา

               พระอริยเจ้าทั้งหลาย  ย่อมไม่ขาดจากสรณะ  ทั้งไม่เกิดความเศร้าหมองต่อสรณะด้วย   เพราะไม่ใช่ฐานะที่จะเกิดขึ้นได้  มีแต่ความมั่นคงไม่หวั่นไหวอย่างเดียว

               ส่วนปุถุชน  (คนธรรมดา)  อาจขาดจากสรณะ  เพราะหันไปนับถือศาสดาอื่นก็ได้  หรือหากสรณะไม่ขาด  สรณะก็อาจเศร้าหมองได้  หากปุถุชนผู้นั้นประพฤติผิดต่อพระรัตนตรัย  ด้วยความไม่รู้  เช่น  ไม่รู้ว่าพระรัตนตรัยแตกต่างจากพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างโลกอย่างไร ?  หรือเกิดความสงสัยขึ้นว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริงหนอ ?  หรือเกิดรู้ผิดพลาดในคำสอน  และประพฤติปฏิบัติขัดแย้งกับคำสอน  ซึ่งทำให้พระรัตนตรัยเกิดความเศร้าหมอง  ดังนี้เป็นต้น

 

อุบาสกประกอบอาชีพ

               พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้อุบาสก  อุบาสิกา  ประกอบสัมมาอาชีพ  อาชีพที่ไม่ผิดศีลธรรม  ไม่เบียดเบียนคนอื่น  มีความขยัน  ไม่เกียจคร้าน  มีปัญญาจัดการอาชีพนั้นให้ประสบความสำเร็จ

 

อาชีพต้องห้ามสำหรับอุบาสก

               ๑.ห้ามค้าขายศัสตราวุธ

               ๒.ห้ามค้าขายมนุษย์  ห้ามค้าขายสัตว์  หรือเนื้อสัตว์

               ๓.ห้ามค้าขายน้ำเมา

               ๔.ห้ามค้าขายยาพิษ

 

ความวิบัติของอุบาสก

               สิ่งที่ทำให้ความเป็นอุบาสกเสียหาย  มัวหมอง  เลวทราม  ๔  ประการ  คือ

               ๑.ความที่ศีลวิบัติ  คือ  ศีล  ๕  ขาด  ไม่มีศีล  ซึ่งทำให้เป็นอุบาสกที่ไม่แกล้วกล้า  ไม่องอาจเหมือนถูกนำไปวางในนรก

               ๒.ความมีอาชีววิบัติ  คือ  เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีวะ  ได้แก่  การเลี้ยงชีวิตอย่างผิดศีลธรรม  ผิดกฏหมาย  และการค้าขาย  ๕  อย่างที่อุบาสกไม่พึงกระทำ

               ๓.ประกอบด้วยธรรม  ๕  คือ

                ไม่มีศรัทธา  ๑

                ไม่มีศีล  ๑

               ถือมงคลตื่นข่าว  ไม่เชื่อหลักกรรม  ๑

               แสวงหาทักขิไณย  (ผู้ควรรับทานอย่างยิ่ง)   นอกขอบเขตพระพุทธศาสนา  ๑  (ทำบุญให้กับนักบวชนอกพุทธศาสนา)

               ไม่บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา  ๑

               ๔.ประกอบตนอยู่ในอบายมุข  ๖  ประการ 

 

สมบัติของอุบาสก

               สิ่งที่ทำให้ความเป็นอุบาสกสมบูรณ์  เป็นอุบาสกที่ดี  เป็นอุบาสกที่แกล้วกล้าองอาจ  เป็นอุบาสกแก้ว  (เพราะทำให้เกิดความยินดี)  เป็นอุบาสกบัวหลวง  (เพราะมีกลิ่นหอมด้วยคุณความดี)  เป็นอุบาสกบุณฑริก  (บัวขาวสะอาด)  เป็นอุบาสกที่ทำให้พุทธบริษัท  ๔  เกิดความยินดี  พระพุทธองค์ทรงแสดงคุณสมบัติไว้  ๓  ประการ  คือ

               ๑.ความมีศีลสมบัติ  คือ  มีศีล  ๕  ศีลไม่ขาด  เป็นเหมือนถูกนำไปไว้ในสวรรค์

               ๒.ความมีอาชีวสมบัติ  คือ  เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีพ  ได้แก่การเลี้ยงชีวิตไม่ผิดศีลธรรม  กฎหมาย  และไม่ค้าขาย  ๕  อย่าง

               ๓.ประกอบด้วยธรรม   ๕  คือ

               มีศัทธา  ๑

               มีศีล  ๑

               ไม่ถือมงคลตื่นข่าว  เชื่อหลักกรรม  ๑

               ไม่แสวงหาทักขิไณยนอกเขตบุญพุทธศาสนา  ๑

               บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา  ๑

               ๔.ไม่ประกอบตนอยู่ในอบายมุข  ๖

 

อานิสงส์การถึงสรณะ

               การเข้าถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระของพระอริยเจ้าผุ้บรรลุสามัญญผล  ๔  เช่น  โสดาปัตติผล  เป็นต้นแล้ว  ย่อมมีผลเป็นความสิ้นไปแหงทุกทั้งมวล  ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

               “ส่วนบุคคลใดถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ว่าเป็นที่พึ่ง  ย่อมเห็นอริยสัจ   ๔  คือ  ทุกข์  เหตุให้เกิดทุกข์  ความก้าวล่วงทุกข์  และมรรคมีองค์  ๘  อันประเสริฐ  ซึ่งทำให้สัตว์ถึงความสงบทุกข์  ด้วยปัญญาอันชอบ  สรณะนั้นแลเกษม  สรณะนั้นแลอุดม  บุคคลอาศัยสรณะนั้นแล้ว  ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”

               นอกจากนี้ยังไม่เห็นผิด  ไม่ยิดถือผิดว่าสังขารเป็นของเที่ยง  เป็นสุข  และเป็นอัตตาด้วย  ทั้งยังปิดโอกาสที่จะทำอนันตริยกรรม   ๕  ประการโดยสิ้นเชิงด้วย

               ส่วนการถึงสรณะที่เป็นโลกียะของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  ผู้มีสรณะไม่ขาดนั้น  ย่อมมีภพสมบัติเป็นผล  คือการเกิดในสุคติ  (มนุษย์และสวรรค์)  ไม่ไปสุ่อยายภูมิ  เกิดในเทวโลก  ถึงฐานะ  ๑๐  คือ  มีอายุและสุขอันเป็นทิพย์  เป็นต้น

               เมื่อเหล่าท่านทั้งหลาย  ทราบและรู้ถึงคุณสมบัติอุบาสก  อุบาสิกาแล้ว  ขอให้ท่านจงเชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  เชื่อบุญ  เชื่อบาป  เชื่อว่าทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  นรกมีจริง  สวรรค์มีจริง  อย่าเห็นผิดเป็นชอบ  เห็นพุทธศาสนาเป็นแหล่งทำธุรกิจการค้า  หรือเอาศาสนามาหากิน

               อนึ่งเป็นอุบาสก  อุบาสิกา  ควรทำหน้าที่ดูแล  สนับสนุน  ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนา  อย่าทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา  อย่าตำหนิติเตียนพระพุทธเจ้า  ติเตียนพระธรรม ติเตียนพระสงฆ์  แม้นรู้ดีว่าเราท่านทั้งหลายจะเรียนจบมาสูงๆ  ก็ตามที   จงนำความรู้  ความสามารถที่สั่งสมมา  บำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาแลสังคมส่วนรวม

               สักวันหนึ่ง  ผลของความดี  แลความชั่วที่กระทำมา  จักส่งผลให้เราไม่เร็วก็ช้า

               กฎหมาย  สามารถหลีกหนีได้  แต่กฎแห่งกรรมย่อมหนีไม่พ้นเป็นแน่

               นี้คือคุณสมบัติอุบาสก  อุบาสิกา ที่ข้าพเจ้าได้ยกมาให้คนที่ชอบตำหนิพระ  คนที่ไม่นับถือพระ  ได้เข้าใจในคุณสมบัติของตนเอง  แลหันมาเป็นผู้สนใจใฝ่ธรรม  เห็นถูกต้องตามคลองธรรม

               ขอน้อมถวายกุศลผลบุญอันเกิดจากธรรมทาน  เป็นพุทธบูชา  ธรรมบูชา  สังฆบูชา  บูชาคุณบิดามารดา  อุปัชฌายาจารย์ทั้งหลาย

               ขอน้อมเกล้าถวายกุศลอันเกิดจากธรรมทานนี้  แด่พระบรมราชบพิตร  พระราชสมภารเจ้า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

               ขอความสุขสวัสดี  จงมีแด่ผู้ยินดีในธรรม  แลท่านผู้อ่านทุกเมื่อ  เทอญ

 

ตะวัน  คำสุจริต
๒  พฤษภาคม  ๒๕๕๖
๑๕.๔๖  น. 


Copyright © 2559. www.burapajan.com บูรพาจารย์ บุรพาจารย์ ชีวประวัติ ปฏิปทา คติธรรมคำสอน พระบุรพาจารย์ พระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต