Get Adobe Flash player

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ความโกรธ

"เช่นความโกรธอย่าไปโกรธให้เขา ความโกรธให้เขามันโกรธให้เราแล้วนะ ไฟเกิดขึ้นมาจากใจเรา ไม่พอใจกับคนใด เคียดแค้นให้คนใด เป็นไฟเผาตัวเองก่อนแล้วแล้วกระจายออกไปคนอื่นให้เดือดร้อนกระทบกระเทือนทั่วหน้ากัน นี่คือความโกรธ คือฟืนคือไฟ"

   ศาสนธรรมท่านสอนว่าเป็นภัย ขอให้พากันระมัดระวัง มันจะโกรธจะเคียดแค้นขนาดไหน มันไม่ได้สร้างหอปราสาทราชมณเฑียรส่งเราไปสวรรค์นิพพานได้ละไอ้ความโกรธ นอกจากมันจะส่งลงนรกอเวจีให้เสวยทุกข์ เป็นมหันตทุกข์อยู่ในเมืองผีนี้เท่านั้น

         โกรธจึงไม่มีประโยชน์อะไร เป็นภัยต่อตัวของเราเอง อย่าพากันโกรธ อย่าพากันแค้น อย่าพากันผูกกรรมผูกเวรต่อกัน การผูกกรรมผูกเวรต่อกันนี้ไม่มีสิ้นสุด จะยกตัวอย่างมาให้ฟัง ตามตำราท่านแสดงไว้ มียักษ์ตนหนึ่งจะมากินลูกของผู้หญิงคนหนึ่ง คนทั้งสองนี้เขาก่อกรรมก่อเวรกันมาตั้งแต่เริ่มแรก เริ่มแรกพวกสัตว์กินกัน พวกพังพอนมากินสัตว์ กินไก่กินลูกไก่อะไร แม่ไก่ก็เกิดความเดือดร้อนขุ่นเคืองภายในใจ ผูกโกรธผูกแค้นว่ามึงกินลูกกูในคราวนี้กูจะกินทั้งมึงทั้งลูกของมึงนั้นละ กูไม่ได้กินแต่ลูกของมึง มึงกินลูกกูไม่ได้กินกู แต่กูกินมึงนี้กูจะกินทั้งลูกทั้งแม่เลย ผูกโกรธแล้ว

         ตั้งแต่นั้นคนที่สองนี้ก็ผูกกรรมผูกเวรกันมา ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แพ้ก็คือความทุกข์ความทรมาน ตัวชนะแล้วเย่อหยิ่งจองหองพองตัว ผูกกรรมผูกเวรมาเป็นกัปเป็นกัลป์ ในวันนั้นกรรมเวรที่จะสิ้นสุดลง ก็เผอิญผู้หญิงคนนั้นอุ้มลูกเข้าไปถึงหน้าพระเชตวันที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ พอดีเห็นผู้หญิงยักษ์คนนั้นวิ่งเข้ามาหา ผู้หญิงกับลูกนี้ไม่มีทางออกจึงวิ่งเข้าวัด พอดีไปเจอพระพุทธเจ้า “นี่วิ่งกันมาหาอะไร” ยักษ์ตนนั้นวิ่งตามมาก็เลยหยุด ผู้หญิงคนนี้กับลูกวิ่งเข้าหาพระพุทธเจ้า

         “นี่มันเป็นอะไรกันสองคนนี่น่ะ” ท่านได้ไปหาตรวจหาตราหาคำนึงคำนวณบัญชีทะเบียนที่ไหน นี่มันเคยก่อกรรมก่อเวรกันมาเท่าไร ท่านว่า “วันนี้เป็นวันสำคัญที่มาเจอเรา ถ้าไม่เจอเราแล้วจะก่อกรรมก่อเวรไปอีกตั้งกัปตั้งกัลป์ ให้มาทั้งสองคน” เรียกยักษ์เข้ามาด้วย หญิงคนนั้นมันวิ่งเข้ามาอยู่แล้วละกับลูก พระองค์จึงประทานโอวาท “พวกเธอก่อกรรมก่อเวรกันมาตั้งแต่ครั้งแรกเป็นอย่างนั้นๆ ก่อกรรมก่อเวรมาจนกระทั่งบัดนี้ นี่ถ้าไม่พบเราตถาคตเธอทั้งหลายจะก่อกรรมก่อเวร ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะด้วยความทุกข์ความทรมาน อันเป็นผลของความแพ้ความชนะอยู่ตลอดไปนั้นแหละ” พระองค์ทรงสั่งสอนทั้งสอง

         ยักษ์ขิณีคนนั้นก็เป็นมนุษย์เรา สามารถบรรลุพระโสดาขึ้นได้ในเวลานั้นเลย และผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนกัน พอเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นที่ลงใจพระองค์เล็งญาณดูปุ๊บรู้หมด ว่าหญิงทั้งสองนี้ลงใจกันเรียบร้อยแล้ว เป็นมิตรเป็นสหายกันเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ประกาศเลย “ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอเป็นมิตรเป็นสหาย เป็นผู้พึ่งเป็นพึ่งตายต่อกัน ที่เป็นภัยต่อกันนี้ไม่มีประโยชน์อะไร สร้างแต่ความทุกข์ความทรมานตลอดมา ตัดขาดจากความก่อกรรมก่อเวรกัน ทุกข์ทั้งหลายจะระงับดับตั้งแต่บัดนี้ต่อไป”

         พอเสร็จแล้วทรงเล็งญาณดูจิตนางยักษ์ขิณีลงสุดขีดก็สำเร็จพระโสดา พระโสดานี่เป็นศีลในหลักธรรมชาตินะ คือสมุจเฉทวิรัติ ศีลห้าการฆ่าสัตว์ไม่มีเลย ศีลห้ามีอะไรบ้าง นั่นละผู้สำเร็จพระโสดาศีลห้านี้มาโดยหลักธรรมชาติ ไม่ต้องไปรับจากผู้หนึ่งผู้ใดเลย พอพระองค์ทรงทราบแล้ว ทีนี้ให้เด็กคนนี้ไปเป็นลูกของคนนั้นด้วย แต่ก่อนมันเคยก่อกรรมก่อเวรกันมา คราวนี้ให้เป็นลูกกับแม่กัน ผู้หญิงคนนี้ก็เคารพพระพุทธเจ้ามาก พอจะยื่นลูกให้ยักษ์ซึ่งไล่ตามกินมาหยกๆ ได้ แล้วให้ยื่นลูกให้ยักษ์ตนนี้ ด้วยเคารพพระพุทธเจ้า ทีแรกไม่อยากจะยื่น เอ้ายื่นๆ พระพุทธเจ้าบอกเอ้าๆ ยื่นให้แม่ใหม่นี่น่ะ

         พอยื่นไปหาแม่ใหม่  แม่ใหม่ก็ลงใจแล้ว พระพุทธเจ้าเล็งดูหมดแล้ว พอแม่ใหม่ก้มลงนึกว่าแม่ใหม่จะกลืนลูกของตัวเอง ร้องแว้ด ทางนี้ก็ก้มลงหอมเด็กเป็นลูกใหม่ขึ้นมา ตั้งแต่บัดนั้นเรื่องกรรมเรื่องเวรนี้ขาดสะบั้นไปเลย หมด ยักษ์ตนนั้นก็เป็นพระโสดา อย่างนานมาเกิดในแดนมนุษย์เรานี้เพียง ๗ ชาติ คือพวกที่สำเร็จพระโสดาแล้วจะมาเกิดในมนุษย์ แล้วไปสวรรค์ แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์เพียง ๗ ชาติเป็นอย่างช้า อย่างกลาง ๓ ชาติ อย่างอุกฤษฏ์ชาติเดียวสำเร็จถึงนิพพาน

         ยักษ์ขิณีฟังธรรมแล้วเป็นพระโสดา แล้วหญิงคนนี้เราลืมๆ เสียไม่ทราบสำเร็จพระโสดาหรืออะไร แต่ยักษ์นั้นสำเร็จแน่นอน พระองค์จึงตรัสเป็นพระคาถาว่า น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ ตลอดกาลไหน เวรย่อมไม่ระงับเพราะการก่อกรรมก่อเวรซึ่งกัน แต่เวรจะระงับเพราะการไม่ก่อกรรมก่อเวรซึ่งกันและกัน นี้ประทานพระโอวาทแก่ยักษ์กับแม่กับลูก นี่ละท่านว่าความโกรธความเคียดแค้นเป็นเหตุให้ก่อกรรมก่อเวร อย่าไปก่อไม่เกิดประโยชน์อะไร ก่อเวรกับเขาก็เท่ากับก่อเวรกับเรา ก่อทุกข์ให้เขาก็เท่ากับก่อทุกข์ให้เรา เพราะเราเป็นต้นเหตุไปก่อทุกข์ให้เขา ก็เท่ากับเป็นต้นเหตุ ก่อทุกข์ให้ตน

         ให้เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เคียดแค้นอกจะแตก เคียดแค้นให้เขา เอาให้แค้น อกแตกแต่เพียงอกเรา อย่าให้อกทั้งเราแตกอกทั้งเขาแตก ความเคียดแค้นเป็นกรรมเวรต่อกัน อกแตกกันไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุดไม่ใช่ของดีเลย นี่ละความโกรธให้ระงับดับมัน ความโลภก็อย่าโลภจนเกินเหตุเกินผล คนเราไม่ใช่คนตายสัตว์ตายก็มีความอยากได้เป็นธรรมดา แต่ขอให้มีธรรมเป็นขอบเขตรักษาไว้ซึ่งความพอดี โลภอยู่ในความพอดีท่านไม่เรียกว่าโลภ ถ้าโลภจนกระทั่งเป็นกิเลสตัณหาก่อฟืนก่อไฟ เผาตนและผู้อื่นนั้นท่านเรียกว่าความโลภนี้เป็นภัย

ญาณสัมปันโนวาท หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
คัดลอกจากส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนา
เรื่อง อย่าพากันผูกกรรมผูกเวร
๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘
www.luangta.com  


Copyright © 2559. www.burapajan.com บูรพาจารย์ บุรพาจารย์ ชีวประวัติ ปฏิปทา คติธรรมคำสอน พระบุรพาจารย์ พระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต