Blue Flower

หลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต พระอริยเจ้าผู้มีพลังจิตแห่งเมตตาธรรม แห่งวัดศรีจำปาชนบท  ต.พังโคน  อ.พังโคน  จ.สกลนคร 

  นามเดิมท่านชื่อ คำ นามสกุล เดชภูมี เกิดเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๔ ณ บ้านปลาโหล ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร บิดาท่านมีนามว่า ขุนเดช ส่วนนามมารดาไม่ปรากฏ ท่านเป็นบุตรคนที่ ๖ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ๙ คน

                การบรรพชาอุปสมบท
  หลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต ท่านเป็นคนที่เฉลียวฉลาด มีสติปัญญาดีมาตั้งแต่ยังเด็ก พ.ศ.๒๔๔๐ อายุ ๑๖ ปี บิดาท่านเสียชีวิตลง  มารดาอยากให้ท่านบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้โยมบิดา จึงได้นำท่านไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสที่วัดบ้านปลาโหล ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ท่านก็ได้เอาใจใส่ในการศึกษา เรียนหนังสือสูตร สวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน เรียนหนังสือเทศน์จากสมุดข่อยใบลาน ซึ่งเป็นอักษรธรรม ภาษาขอม โดยใช้ เรื่องปัญญาบารมี อุณหัสสวิชัย ทิพย์มนต์ และมหาชาติเวสสันดรชาดก ในการศึกษา ส่วนการเรียนปาฏิโมกข์นั้น ท่านว่าเรียนแบบปากต่อปาก เพราะตำรามันหายาก
                พ.ศ.๒๔๔๖ อายุ ๒๑ ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา ณ วัดบ้านปลาโหล ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร บวชเป็นพระได้สองพรรษาท่านจึงได้ลาสิกขา
                ชีวิตทางโลก
                พ.ศ.๒๔๔๘ อายุ ๒๓ ปี ท่านได้ลาสิกขาบท ออกมาใช้ชีวิตแบบฆราวาส และได้แต่งงานกับ น.ส.เคน สาขามุละ มีบุตรธิดาด้วยกันทั้งหมด ๖ คน 
                หลวงปู่คำ เมื่อเป็นเพศฆราวาสอยู่ ท่านดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรม ไม่ชอบเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชอบทำบาป นิสัยท่านเป็นคนไม่ชอบพูด ทำอะไรทำจริง ท่านเป็นคนที่มีเหตุผล ตรงไปตรงมา ถ้าพูดภาษาบ้านเราก็เรียกว่า “ พูดน้อย แต่ต่อยจริง”    หมู่คณะและเพื่อนฝูงจึงยกย่องให้ท่านเป็น “ ผู้นำ ” มาตลอด และชาวบ้านมักจะเรียกท่านว่า “ อาจารย์คำ ” 
                อุสมบทเป็นพระธรรมยุต
                ปี พ.ศ.๒๔๗๓ อายุได้ ๔๙ ปี ท่านได้สร้างครอบครัวให้มั่นคงถาวร พออยู่พอกิน ตั้งหลักปักฐานได้แล้ว ท่านจึงได้ลาภรรยาและบุตร รวมทั้งญาติพี่น้อง เพื่อกลับเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง พอดีในช่วงนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล สองขุนพลแห่งกองทัพธรรม ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตเถระ พระปรมาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐาน ได้ออกจาริกธุดงค์ผ่านมาพักอยู่ที่ป่าช้าบ้านปลาโหล   (ปัจจุบันเป็นวัดป่ารัตนโสภณ บ้านปลาโหล) ท่านได้เห็นข้อวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์ทั้งสองจึงเกิดความเลื่อมใส จึงได้เข้าไปขอมอบกายถวายตัวเป็นศิษย์ 
                ซึ่งครูบาอาจารย์ทั้งสองก็เมตตาและรับท่านเป็นศิษย์ พร้อมกับได้บวชเป็นตาผ้าขาวให้ อยู่รักษาศีลแปด ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติไปก่อน เพื่อให้รู้ถึงแนวทางการประพฤติปฏิบัติของพระกรรมฐาน ฝึกหัดเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา และก็ได้พาหลวงปู่คำ ไปศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ กับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในขณะนั้นท่านได้เดินธุดงค์มาพักภาวนาในเขตจังหวัดสกลนคร 
                จากนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ได้นำหลวงปู่คำ ไปอุปสมบท ณ วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมี พระธรรมเจดีย์ เมื่อครั้งที่เป็นพระเทพกวี (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสาสนูปกรณ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประสาทศาสนกิจ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ ยสกุลปุตฺโต ” ซึ่งแปลว่า
                ภายหลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางมาจำพรรษา ณ วัดศรีโพนเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ครั้นออกพรรษา ท่านได้เดินธุดงค์ไปภูลังการ่วมกับท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร และเดินทางเข้าไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร รวมทั้งได้จำพรรษากับองค์ท่านด้วย
                ขณะที่จำพรรษากับหลวงปู่มั่นนั้น ท่านได้รับความเมตตาจากหลวงปู่มั่น ได้รับฟังธรรมะ อุบายธรรมในการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน และได้อยู่รับใช้ท่าน ซักผ้า ย้อมผ้า รับบาตร ล้างบาตร ตักน้ำใช้น้ำฉัน ทำความสะอาดกุฏิ สรงน้ำ นวดถวาย ให้แก่องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต  
                พอทราบแนวทางของการปฏิบัติธรรม ทราบถึงแนวทางการทำข้อวัตรต่างๆ แล้ว ท่านก็ได้กราบลาองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นบูรพาจารย์ ออกเที่ยวเดินธุดงค์ไปตามเทือกเขาภูพาน ตามสถานที่ต่างๆ ป่าช้า ป่ารกชัฏ เพื่อหาความสงบวิเวกในการบำเพ็ญสมณะธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา จนท่านได้รับผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ สำเร็จมรรคผลสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา หรือสำเร็จเป็นพระอรหันต์นั่นเอง
                สำหรับครูบาอาจารย์ สหธรรมิกที่เคยร่วมเดินธุดงค์ กับหลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต นั้น มีหลายองค์ด้วยกัน อาทิเช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดนิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย หลวงปูหลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นต้น
          การมรณภาพ
หลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต ท่านมรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๐ ณ วัดศรีจำปาชนบท ตำบลพังโคน อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร   สิริรวมอายุได้ ๙๖ ปี พรรษา ๔๒ พรรษา และได้ทำการถวายเพลิงศพของท่านเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๑
ภายหลังจากการถวายเพลิงศพท่านได้ไม่นาน เถ้าถ่านอัฐิของท่านก็ได้กลายเป็นพระธาตุ เป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญธรรมสมณะธรรมขององค์ท่าน จนบรรลุมรรคผลสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๒ คณะศิษย์ได้พร้อมใจกันก่อสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุ อัฐบริขาร แสดงชีวประวัติปฏิปทาที่งดงามขององค์ท่าน โดยมีหลวงพ่อสมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ 
          ครั้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๖ ได้ทำพิธิเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมุฎราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ ในการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ยกฉัตรเจดีย์พิพิธภัณฑ์ บรรจุอัฐิธาตุ ของหลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต ณ วัดศรีจำปาชนบท อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร
                หลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต ท่านได้ทำการอบรมสั่งสอนชาวบ้านในท้องถิ่นตลอดทั้งหมู่บ้านใกล้เคียง ให้รู้จักศีลธรรม ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ในสมัยนั้นชาวบ้านส่วนมากจะนับถือผี เลี้ยงผี บวงสรวงปู่เจ้าเข้าทรง หลวงปู่คำ ท่านก็สอนให้ชาวบ้านเลิกนับถือ เลิกนับถือสิ่งที่ผิดๆนั้น สอนให้นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ให้ภาวนา “ พุทโธ” และให้สมาทานศีลห้า ศีลแปด ไหว้พระสวดมนต์ ก่อนหลับนอน รวมทั้งให้ลงมารักษาศีล ปฏิบัติธรรมภายในวัดทุกวันพระ  
หลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต ท่านเป็นพระสุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในหลักพระธรรมวินัย เป็นพระที่เรียบง่าย ทำอะไรทำจริง ปฏิบัติจริง ท่านจึงรู้เห็นธรรมจริงในทางพระพุทธศาสนา และเป็นพระที่พุทธศาสนิกชนให้การเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง
 

ตะวัน คำสุจริต

รวบรวม/เรียบเรียง